วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Update License Google Gemini ปี 2026

สวัสดีครับ

เมื่อ Blog ที่แล้วเราอัปเดต License ตัว MS Copilot กันไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึง Google Gemini กันบ้าง ซึ่งตอนแรกก็คิดว่า Gemini นี่น่าจะเข้าใจง่ายกว่า ปรากฎว่า ไ่ม่อ่ะ แม่งเข้าใจยากพอ ๆ กับ Microsoft เลย (เผลอ ๆ ยากกว่าด้วย) อ่ะทีนี้มันเป็นยังไงไปดูกัน

ผลิตภัณฑ์ Google แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ตามกลุ่มเป้าหมาย คือ 

  • Google One = ใช่ส่วนตัว (Individual / Personal Use)
  • Google Workspace = ใช้งานในองค์กร (Business / Enterprise / Education)

ซึ่งทั้งฝั่งมี Gemini ให้ใช้งานทั้งคู่ ซึ่งก็มี Plan ย่อย ๆ ให้เลือกอีก เราไปดูทีละฝั่งกันครับ

Google One มี Plan ดังต่อไป

  1. Free เนื้อที่ 15 GB ได้ใช้ Gemini แบบฟรี (ไม่มีให้ใช้ใน Gmail / Doc / Sheet / Slide)
  2. Basic เนื้อที่ 100 GB ได้ใช้ Gemini แบบฟรี (ไม่มีให้ใช้ใน Gmail / Doc / Sheet / Slide)
  3. Standard เนื้อที่ 200 GB ได้ใช้ Gemini แบบฟรี (ไม่มีให้ใช้ใน Gmail / Doc / Sheet / Slide)
  4. Google AI Plus 200 GB ถือว่าเป็น Plan แรกที่ได้ใช้ Gemini แบบเสียเงิน อ่ะ คือ มันมีฟีเจอร์เยอะกว่าแบบฟรี เช่น มี Model ที่ฉลาดกว่า ใช้งานได้เยอะกว่า แล้วก็เริ่มมี Gemini ใน Gmail แค่ Gmail นะไม่มีใน Doc / Sheet / Slide
  5. Google AI Plus 2 TB คุณสมบัติหลัก ๆ เหมือนกับข้อ 4 แต่ได้เนื้อที่ 2 TB
  6. Google AI Pro 5 TB ถือว่าเป็น Plan ที่ได้ใช้ฟีเจอร์ครบทุกอย่างที่มี คือ มี Gemini ให้ใช้ในทุก Service ของ Google ซึ่งก็คือ Gmail, Doc, Sheet, Slide, Meet and etc.
  7. Google AI Pro 10 TB คุณสมบัติหลัก ๆ เหมือนกับข้อ 6 แต่ได้เนื้อที่ 10 TB
  8. Google AI Ultra 20 TB คุณสมบัติหลัก ๆ เหมือนกับข้อ 6 แต่ได้เนื้อที่ 20 TB
  9. Google AI Ultra 30 TB คุณสมบัติหลัก ๆ เหมือนกับข้อ 6 แต่ได้เนื้อที่ 30 TB
ซึ่งถ้าดูมาถึงตรงนี้คงมีคำถามในใจว่า Google One มันจะมี Plan ออกมาทำไมเยอะแยะขนาดนี้วะ ที่มีเยอะก็เพราะว่า Google One นี่มันใช้งานได้ 5 คน (5 Account) แล้วเนื้อที่ที่ให้มันรวมทุก Service เนื้อที่ 2 TB ถ้าใช้กัน 5 คน เผลอ ๆ แป๊ปเดียวหมด 

นอกจากเรื่องเนื้อที่ ก็คือปริมาณการใช้งาน Gemini ที่ไม่เท่ากันในแต่ละ Plan ยิ่งจ่ายแพงก็ใช้งาน Gemini ได้เยอะ เช่น Gen รูปได้หลายรูป ไรประมาณนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือกว่ามันจะติด Limit หรือหมด Token ก็นานกว่า Plan ถูก ๆ อ่ะแหละ

อย่าง Google AI Pro 5 TB นี่ก็จ่ายปีล่ะ 7,500 บาท นะเธอว์ ตกเดือนละ 625 บาท ส่วนถ้าเป็น Google AI Ultra 30 TB นี่ไม่มีขายเป็นรายปี ขายแต่รายเดือน เดือนละ 7,500 บาท ซื้อ 12 เดือนก็ 90,000 บาท 

มาถึงบรรทัดนี้ขอสรุปง่าย ๆ เลย ถ้าอยากใช้งาน Gemini ให้ครบทุกฟีเจอร์ ครบทุก Service ให้เริ่มที่ Plan Google AI Pro ครับ เจ็บแต่จบ

หมายเหตุ: สำหรับราคา + ฟีเจอร์ที่ใช้งานได้ไปดูกันเองตาม link นะครับ เพราะรายละเอียดมันเยอะจริง ๆ บทความนี้แค่เล่าให้ฟังว่ามัน Plan ไหนบ้างแล้ว แต่ละ Plan ได้ฟีเจอร์คร่าว ๆ ประมาณไหนเท่านั้นครับ

Google Workspace มี Plan ดังต่อไปนี้

  1. Business Starter
  2. Business Standard
  3. Business Plus
  4. Enterprise Standard
  5. Enterprise Plus
  6. Essentials Starter
  7. Essentials
  8. Enterprise Essentials
  9. Enterprise Essentials Plus
  10. Education Fundamentals
  11. Education Standard
  12. Education Plus

แค่จำนวน Plan ก็เยอะมาก ๆ ล่ะ ซึ่งแต่ละ Plan ก็มีรายละเอียดย่อย ๆ ต่างกันอีก แต่เอาเป็นว่าบทความนี้โฟกัสเฉพาะ Gemini เน๊าะ ขอสรุปสำหรับ Google Workspace เลยว่าให้ซื้อ Standard Plan ขึ้นไป (ก็เหลืออยู่ 2 plan คือ Standard กับ Plus) เพื่อให้ได้ใช้ Gemini ครบทุก Service 

Google Workspace ตระกูล Essentials ไม่นับในบทความนี้นะครับ เพราะไม่มี Gmail 

ส่วนเรื่องราคาก็ไปดูเอาหน้าเว็บครับ อย่างตอนนี้ Plan Business Standard ก็อยู่ที่ 330 บาท / ผู้ใช้ / เดือน พนักงานในองค์กรคุณมีกี่คนก็คูณเข้าไปครับ

Compare Google Workspace editions

https://knowledge.workspace.google.com/admin/getting-started/editions/compare-google-workspace-editions

Compare Gemini features in Google Workspace และ Compare Gemini features in Google AI plans

https://support.google.com/docs/answer/13952129?sjid=10812631144183755038-NC#zippy=%2Cgemini-apps%2Cnotebooklm

Gemini in Docs, Sheets, Slides, Vids, & Forms

https://support.google.com/docs/answer/15123226?hl=en

Gemini Apps limits & upgrades for Google AI subscribers

https://support.google.com/gemini/answer/16275805?hl=en


Ref น่าสนใจอื่น ๆ

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว งง งง ก็ไม่แปลกครับเพราะรายละเอียดมันเยอะ (คนขายเองบางทียังงงกับผลิตภัณฑ์ตัวเองเล๊ย) จะให้มาเขียนอธิบายยาว ๆ ก็ไม่มีเวลาอีก ดังนั้นหากมีข้อสงสัยสอบถามก็ติดต่อ Vendor ที่ดูแลท่านครับ 555+ ถ้ายังไม่มี Vendor ดูแลติดต่อ ARIT ได้จร้า




วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Update License Microsoft Copilot ปี 2026

สวัสดีครับ

เมื่อปีที่แล้วเขียนบทความเกี่ยวกับ License Microsoft Copilot เอาไว้ ผ่านมาปีกว่า ๆ อัปเดตกันสักนิด

Microsoft Copilot มี 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่

1. Copilot Chat หรือ Bing Copilot เดิม

2. Microsoft 365 Copilot Individual สำหรับบุคคลทั่วไป

3. Microsoft 365 Copilot Business สำหรับลูกค้าองค์กร

4. Microsoft 365 Copilot Enterprise สำหรับลูกค้าองค์กรหรือสถาบันการศึกษา

มาลองดูรายละเอียดแต่ละกลุ่มกัน (ไม่พูดถึงฟีเจอร์นะ)

1. Copilot Chat หรือ Bing Copilot เดิม ทุกคนสามารถใช้งานได้ฟรี เอาไว้ถาม-ตอบเหมือน ChatGPT / Gemini อ่ะแหละ ไม่มีให้ใช้ใน Word, Excel, PowerPoint หรือแอปอื่น ๆ ในชุดของ Microsoft คุณสามารถใช้ Microsoft Account หรือ Work/School Account ก็ใช้งานได้

2. Microsoft 365 Copilot Individual สำหรับบุคคลทั่วไป ก็ตรงตัวเหมาะกับบุคคลทั่วไป ผู้ใช้ตามบ้าน นักเรียน/นักศึกษา ซื้อใช้เอง ผูกกับ Microsoft Account ซึ่งก็ดีกว่าแบบแรก คือ มี Copilot อยู่ในแอป Microsoft Office (Word, Excel, PowerPoint, Outlook) แต่ไม่มีใน MS Team นะจ้ะ จะมาคาดหวังให้ AI สรุปการประชุมจาก MS Team นี่หมดสิทธิสำหรับแผนนี้ ซึ่งภายใต้กลุ่มนี้ก็จะมีผลิตภัณฑ์ย่อยอีก ดังนี้

  • Microsoft 365 Personal คือ License 1:1 user
  • Microsoft 365 Family คือ License 1:6 user
  • Microsoft 365 Premium คือ License 1:6 user

ซึ่งแผนสำหรับบุคคลทั่วไปนี้มีให้ทดลองใช้ (Trial) 1 เดือน ซึ่งถ้าต้องการใช้งาน Copilot ที่ Full Features ที่สุด คุณต้องซื้อ Microsoft 365 Premium เพราะที่เหลืออีก 2 แผน ข้อจำกัดเยอะ ไปดูเรื่องข้อจำกัด (Limit Usage) ได้ ที่นี่

ที่มา: https://www.microsoft.com/en-us/microsoft-365/buy/compare-all-microsoft-365-products

3. Microsoft 365 Copilot Business สำหรับลูกค้าองค์กร ที่มี user ไม่เกิน 300 user ซึ่งก็มาพร้อมกับ Full Feature ครบทุก Microsoft Service ที่อยู่ในแต่ละแผนเลย ผูกกับอีเมลองค์กร (Work Account) ก็คนทำงานอ่ะเน๊าะ ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการเรื่องข้อมูลและความปลอดภัยได้ ดังนั้นภายใต้กลุ่มนี้ก็จะอิงตามผลิตภัณฑ์ย่อย ดังนี้

  • Microsoft 365 Business Basic (Web Base Only)
  • Microsoft 365 Business Standard (Web & Desktop App)
  • Microsoft 365 Business Premium (Web & Desktop App)

แล้วก็ซื้อ Microsoft 365 Copilot Business Add On เข้าไป พูดง่าย ๆ คือคุณต้องมี License ของ Microsoft 365 แผนใดแผนหนึ่ง (Basic/Standard/Premium) เป็นตัวตั้งต้นก่อน แล้วก็ซื้อ Microsoft 365 Copilot Business เพิ่มอยากได้กี่ user ก็ว่ากันไป เช่น พนักงานมี 100 คนอาจจะซื้อ Copilot 10 License สำหรับ 10 user ก็ได้

สำหรับ Copilot กลุ่มนี้ ไม่มีให้ทดลองใช้ อยากลองต้องซื้ออย่างเดียว

ที่มา

4. Microsoft 365 Copilot Enterprise สำหรับลูกค้าองค์กรหรือสถาบันการศึกษา ซึ่งมี user เกิน 300 user ขึ้นไป ซึ่งฟีเจอร์ก็จัดเต็มเหมือนกับกลุ่ม Business นั่นแหละ ผูกกับอีเมลองค์กรหรือสถาบันการศึกษา (Work School Account) ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการเรื่องข้อมูลและความปลอดภัยได้ ดังนั้นภายใต้กลุ่มนี้ก็จะอิงตามผลิตภัณฑ์ย่อย ดังนี้

  • Microsoft 365 F1, F3, A1 (Web Base Only)
  • Microsoft 365 E3, E5, G3, G5, A3, A5 (Web & Desktop App)
  • Office 365 F3, E1, G1, A1 (Web Base Only)
  • Office 365 E3, E5, G3, G5, A3, A5 (Web & Desktop App)
  • Microsoft 365 Apps for enterprise

แล้วก็ซื้อ Microsoft 365 Copilot Add On เข้าไป สำหรับ Copilot กลุ่มนี้ ไม่มีให้ทดลองใช้ อยากลองต้องซื้ออย่างเดียว

มีแผนเดียวเท่านั้นที่ไม่ต้องซื้อ Microsoft 365 Copilot Add On ก็คือ Microsoft 365 E7

ที่มา

https://learn.microsoft.com/en-us/microsoft-365/copilot/microsoft-365-copilot-licensing

โอเคก็หวังว่าจะเข้าใจเรื่อง License Microsoft Copilot มากขึ้นนะครับ ย้ำนะบทความนี้ไม่พูดเรื่องราคา ไม่พูดเรื่องฟีเจอร์ใด  ๆ เพราะราคาและฟีเจอร์เปลี่ยนตลอดตามสไตล์ Microsoft

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ขั้นตอนการเปิด Case สำหรับลูกค้า VLSC ปี 2026

สวัสดีครับ

วันนี้มาดูวิธีการเปิด Case เพื่อขอ Support จาก Microsoft กันครับ ซึ่งสาเหตุที่ต้องเปิด Case เพราะว่าถ้าเพิ่งซื้อ License ที่เป็น VLSC ใหม่ ๆ เลยมักจะมองไม่เห็นเมนู Volume License บน Microsoft 365 Admin Center (MAC) เริ่มเลย

1. เปิด Web Browser ขึ้นมาแล้วค้นด้วยคำว่า "Contact volume licensing support" ต้องค้นแบบนี้แหละเพราะไม่รู้มันจะเปลี่ยนหน้า เปลี่ยน link อีกหรือเปล่า

2. ซึ่งก็จะเป็น link นี้ 


3. Login ด้วย Account .onmicrosoft.com

4. เจอหน้า Engage Center

5. เลือก Product ที่ต้องการขอ Support ==> อย่างของผมเลือก Open Value or Open Value Subscription


6. Problem Type เลือก VL in M365 admin center

7. คลิก Create a support request

8. ที่ Summary ใส่ "No Volume Licensing in MAC" คลิก ปุ่ม Next

9. ที่ Problem Details ให้แจ้งปัญหาคร่าว ๆ ที่เราเจอจะใช้ AI มาช่วยเขี่ยนก็ได้ หรือจะใช้ข้อความตามนี้ก็ได้ครับ

Dear Microsoft,

No Volume Licensing in MAC

Org Name: กรอกชื่อองค์กร
Agreement No: กรอก Agreement Number
Customer Name: กรอกชื่อที่ผูกกับ Agreement Number
Business Email: กรอก email ที่ sign agreement
MAC account: กรอก account ที่เป็น .onmicrosoft.com

Best Regard

10. Support Plan เลือก Professional No Charge

11. Severity เลือก C-Minimal Impact

12. Preferred contact method เลือก Email

13. Contact Information กรอกข้อมูลสำหรับติดต่อโดยเฉพาะ Email

14. เข้าสู่ขั้นตอน Review + Create ==> คลิกปุ่ม Submit

15. สำเร็จแล้วจะได้หน้าตาประมาณนี้



หมายเหตุ: วิธีนี้ใช้ได้กับการเปิด Case ทุกรูปแบบของ Microsoft เลยนะครับ ซึ่งปี 2026 นี่มันก็เปลี่ยนหน้าตาไปอีกแล้ว เห้ออออออขยันเปลี่ยนจริง ๆ