แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Microsoft Office แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Microsoft Office แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Update License Microsoft Copilot ปี 2026

สวัสดีครับ

เมื่อปีที่แล้วเขียนบทความเกี่ยวกับ License Microsoft Copilot เอาไว้ ผ่านมาปีกว่า ๆ อัปเดตกันสักนิด

Microsoft Copilot มี 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่

1. Copilot Chat หรือ Bing Copilot เดิม

2. Microsoft 365 Copilot Individual สำหรับบุคคลทั่วไป

3. Microsoft 365 Copilot Business สำหรับลูกค้าองค์กร

4. Microsoft 365 Copilot Enterprise สำหรับลูกค้าองค์กรหรือสถาบันการศึกษา

มาลองดูรายละเอียดแต่ละกลุ่มกัน (ไม่พูดถึงฟีเจอร์นะ)

1. Copilot Chat หรือ Bing Copilot เดิม ทุกคนสามารถใช้งานได้ฟรี เอาไว้ถาม-ตอบเหมือน ChatGPT / Gemini อ่ะแหละ ไม่มีให้ใช้ใน Word, Excel, PowerPoint หรือแอปอื่น ๆ ในชุดของ Microsoft คุณสามารถใช้ Microsoft Account หรือ Work/School Account ก็ใช้งานได้

2. Microsoft 365 Copilot Individual สำหรับบุคคลทั่วไป ก็ตรงตัวเหมาะกับบุคคลทั่วไป ผู้ใช้ตามบ้าน นักเรียน/นักศึกษา ซื้อใช้เอง ผูกกับ Microsoft Account ซึ่งก็ดีกว่าแบบแรก คือ มี Copilot อยู่ในแอป Microsoft Office (Word, Excel, PowerPoint, Outlook) แต่ไม่มีใน MS Team นะจ้ะ จะมาคาดหวังให้ AI สรุปการประชุมจาก MS Team นี่หมดสิทธิสำหรับแผนนี้ ซึ่งภายใต้กลุ่มนี้ก็จะมีผลิตภัณฑ์ย่อยอีก ดังนี้

  • Microsoft 365 Personal คือ License 1:1 user
  • Microsoft 365 Family คือ License 1:6 user
  • Microsoft 365 Premium คือ License 1:6 user

ซึ่งแผนสำหรับบุคคลทั่วไปนี้มีให้ทดลองใช้ (Trial) 1 เดือน ซึ่งถ้าต้องการใช้งาน Copilot ที่ Full Features ที่สุด คุณต้องซื้อ Microsoft 365 Premium เพราะที่เหลืออีก 2 แผน ข้อจำกัดเยอะ ไปดูเรื่องข้อจำกัด (Limit Usage) ได้ ที่นี่

ที่มา: https://www.microsoft.com/en-us/microsoft-365/buy/compare-all-microsoft-365-products

3. Microsoft 365 Copilot Business สำหรับลูกค้าองค์กร ที่มี user ไม่เกิน 300 user ซึ่งก็มาพร้อมกับ Full Feature ครบทุก Microsoft Service ที่อยู่ในแต่ละแผนเลย ผูกกับอีเมลองค์กร (Work Account) ก็คนทำงานอ่ะเน๊าะ ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการเรื่องข้อมูลและความปลอดภัยได้ ดังนั้นภายใต้กลุ่มนี้ก็จะอิงตามผลิตภัณฑ์ย่อย ดังนี้

  • Microsoft 365 Business Basic (Web Base Only)
  • Microsoft 365 Business Standard (Web & Desktop App)
  • Microsoft 365 Business Premium (Web & Desktop App)

แล้วก็ซื้อ Microsoft 365 Copilot Business Add On เข้าไป พูดง่าย ๆ คือคุณต้องมี License ของ Microsoft 365 แผนใดแผนหนึ่ง (Basic/Standard/Premium) เป็นตัวตั้งต้นก่อน แล้วก็ซื้อ Microsoft 365 Copilot Business เพิ่มอยากได้กี่ user ก็ว่ากันไป เช่น พนักงานมี 100 คนอาจจะซื้อ Copilot 10 License สำหรับ 10 user ก็ได้

สำหรับ Copilot กลุ่มนี้ ไม่มีให้ทดลองใช้ อยากลองต้องซื้ออย่างเดียว

ที่มา

4. Microsoft 365 Copilot Enterprise สำหรับลูกค้าองค์กรหรือสถาบันการศึกษา ซึ่งมี user เกิน 300 user ขึ้นไป ซึ่งฟีเจอร์ก็จัดเต็มเหมือนกับกลุ่ม Business นั่นแหละ ผูกกับอีเมลองค์กรหรือสถาบันการศึกษา (Work School Account) ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการเรื่องข้อมูลและความปลอดภัยได้ ดังนั้นภายใต้กลุ่มนี้ก็จะอิงตามผลิตภัณฑ์ย่อย ดังนี้

  • Microsoft 365 F1, F3, A1 (Web Base Only)
  • Microsoft 365 E3, E5, G3, G5, A3, A5 (Web & Desktop App)
  • Office 365 F3, E1, G1, A1 (Web Base Only)
  • Office 365 E3, E5, G3, G5, A3, A5 (Web & Desktop App)
  • Microsoft 365 Apps for enterprise

แล้วก็ซื้อ Microsoft 365 Copilot Add On เข้าไป สำหรับ Copilot กลุ่มนี้ ไม่มีให้ทดลองใช้ อยากลองต้องซื้ออย่างเดียว

มีแผนเดียวเท่านั้นที่ไม่ต้องซื้อ Microsoft 365 Copilot Add On ก็คือ Microsoft 365 E7

ที่มา

https://learn.microsoft.com/en-us/microsoft-365/copilot/microsoft-365-copilot-licensing

โอเคก็หวังว่าจะเข้าใจเรื่อง License Microsoft Copilot มากขึ้นนะครับ ย้ำนะบทความนี้ไม่พูดเรื่องราคา ไม่พูดเรื่องฟีเจอร์ใด  ๆ เพราะราคาและฟีเจอร์เปลี่ยนตลอดตามสไตล์ Microsoft

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

วิธีเช็คว่า Office 365 ที่ใช้งานอยู่เป็น Plan ไหน

สวัสดีครับ

คุณเคยสงสัยมั้ยครับว่า O365 หรือ M365 ที่คุณใช้งานอยู่มันเป็น Plan / Subscription ไหน เช่น Business Basic, Business Standard, Business Premium หรือเป็นตระกูล E3, E5 เพราะแต่ละ Plan ที่ใช้งานอยู่เนี้ยะ Features มันไม่เหมือนกัน แล้วบางครั้งฝ่ายไอทีของบริษัทเค้าก็ไม่ยอมบอกว่า License ที่คุณใช้งานอยู่เนี้ยะมัน Plan ไหน 

มาดูวิธีการเช็คกันว่าคุณกำลังใช้ O365 หรือ M365 Plan / Subscription ไหน

1. เปิดเว็บ https://portal.office.com/account/ ต้องมี /account ด้วยนะครับ
2. Login ด้วย Username & Password ของท่านให้เรียบร้อย


3. คลิก View subscriptions 


4. ระบบจะแสดง License ที่ผูกอยู่กับ user อย่างในรูปนี้ user ท่านนี้ใช้งาน M365 Business Basic นั่นเอง และนอกจากนี้ระบบก็ยังแจ้ง License และ Features อื่น ๆ ที่สามารถใช้งานได้


จบจร้าาา




วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

แก้ปัญหา Activate Office 365 App for Enterprise ไม่ได้ขึ้น Error Another account from your organization is already signed in on this device

สวัสดีครับ วันนี้มาแก้ปัญหา Activate Microsoft 365 / Office 365 App for Enterprise ไม่ได้ขึ้น Error Another account from your organization is already signed in on this device. Try again with different account. ตามรูป


ทั้ง ๆ ที่เราก็เช็คแล้วเช็คอีกว่า มันไม่มี Account ไหน Login อยู่ เห้อปัญหาน่าปวดหัวสำหรับคนใช้ของถูกลิขสิทธิ์เมื่อไร Microsoft มันจะปรับปรุงซะทีเรื่องพวกนี้ (ขอบ่นหน่อย) มาลองทำตาม Step ที่ผมใช้แล้วปรากฎว่ามันแก้ได้อ่ะนะ 

จุดที่ 1 ให้ไป disconnect Work/School account ออก 
  • คลิกปุ่ม Start > Settings > Accounts > Access work or school
  • ถ้ามี Work/School Account ผูกอยู่ให้คลิกปุ่ม Disconnect

จุดที่ 2 ให้ไปลบ Credential ที่จำไว้ใน Credential Manager
  • คลิกปุ่ม Start > พิมพ์คำว่า Credential Manager > คลิกเครื่องมือ Credential Manager
  • Clear ทั้ง Web Credentials และ Windows Credentials


** ข้อควรระวัง: ไม่เหมาะกับคนที่ชอบ save password ไว้ในเครื่องเนื่องจากจะถูก clear ออกไปหมด ถ้าจำ password เข้าบางระบบไม่ได้ก็ตัวใครตัวมันจร้าาา **

จุดที่ 3 ให้ไปลบ Profile ใน Microsoft Edge
  • เปิด Microsoft Edge > คลิกเครื่องมือ "จุดสามจุด" > Settings > Profiles 
  • คลิกเครื่องมือ Remove (รูปถังขยะ) > คลิก Remove Profile


จุดที่ 4 ให้ไป Sign Out ออกจาก Microsoft 365 / Office 365 App for Enterprise
  • คลิกที่เมนู File > Account > คลิก Sign Out > ปิดโปรแกรม Office ทุกโปรแกรม



ผมทำอยู่ 4 อย่างนี้สรุปว่า Login เข้าใช้งานด้วย User Account ที่ต้องการได้ หวังว่าจะช่วยท่านอื่น ๆ ที่มีปัญหาเดียวกับผมได้นะครับ ถ้าทำแล้วไม่ได้ก็ตัวใครตัวมันจร้าาาาาาาา

 


วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2568

Microsoft Copilot มีกี่ Plan แล้วฉันต้องซื้อ Plan ไหน

สวัสดีครับ ช่วงนี้ไปทางไหนก็มีแต่คนพูดถึง AI และใช้ AI มาช่วยในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งเจ้า AI นี่ก็ขยันออกยี่ห้อใหม่ ๆ มาอยู่เรื่อยทำให้ผู้ใช้อย่างเรามึนไปหมดไม่รู้จะเลือกใช้ตัวไหนดี เอาเป็นว่าท่านถนัดค่ายไหน ยี่ห้อไหนก็เลือกใช้ตามที่ท่านถนัดนะครับ 

สำหรับบทความนี้เราจะโฟกัสเฉพาะ Microsoft Copilot ว่ามันมีกี่แบบ พร้อมแล้วเราไปเริ่มกันเลย 

1. Bing Copilot หรือชื่อเดิมคือ Bing Chat นั่นเอง ตัวนี้มาพร้อมกับเบราวเซอร์ Microsoft Edge ไม่ต้อง login ก็สามารถใช้งานได้เลย ไม่เกี่ยวกับ Plan ไหนใด ๆ ทั้งสิ้น หรือคุณสามารถเข้าไปใช้งานผ่าน URL: https://copilot.microsoft.com/ ได้โดยตรง

กรณีที่ใช้ Microsoft account (@outlook.com, @hotmail.com, @live.com or @msn.com) ในการ login ก็จะเก็บประวัติการใช้งานว่าเคยถามอะไร เคยคุยอะไรกันไปบ้าง (เหมือนใช้ ChatGPT นั่นแหละ) โดยส่วนตัวเห็นว่าความฉลาดก็จะไม่เท่ากับ ChatGPT 


2. Microsoft Copilot Pro คือ Copilot ที่จะไปอยู่ในโปรแกรม Microsoft Office ไม่ว่าจะเป็น Word Excel PowerPoint และ Outlook ถ้าให้เปรียบเทียบก็เหมือน ChatGPT แบบเสียเงินอ่ะ สามารถทดลองใช้ฟรีได้ 30 วัน ถ้าชอบก็สั่งซื้อราคาประมาณ $20.00 ต่อ user ต่อเดือน (ประมาณ 700 กว่าบาทต่อเดือน)

ซึ่งเวอร์ชันนี้เค้าทำมาสำหรับผู้ใช้งานตามบ้าน ไม่ได้มีไว้ใช้สำหรับลูกค้าองค์กรนะครับ ดังนั้นคุณจะต้องมี Microsoft 365 Personal หรือ Family ซะก่อนถึงจะซื่้อ Copilot Pro มาใช้งานได้ซึ่งก็จะผูกกับ Microsoft account (@outlook.com, @hotmail.com, @live.com or @msn.com) นั่นเอง

ดูเปรียบเทียบฟีเจอร์ระหว่าง Copilot Pro กับ Free version ได้ที่ link นี้ https://www.microsoft.com/en-us/store/b/copilotpro

ดูรายละเอียด Microsoft 365 Personal ได้ที่ link นี้

ดูรายละเอียด Microsoft 365 Family ได้ที่ link นี้

พออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว อาจเกิดคำถามว่า ถ้าเราทำงานให้บริษัทฯ แล้วเราต้องการฟีเจอร์เลิศ ๆ เดิ้ล ๆ ของ Copilot ที่มันโฆษณาว่าใช้คู่กับ Microsoft Teams แล้วสรุปบันทึกประชุมให้เราได้เลย หรือใช้คู่กับ  Microsoft Outlook ให้มันช่วยตอบอีเมลแทนเราได้ ฯลฯ ต้องซื้อ Copilot แบบไหน ??? คำตอบก็คือ

3. Microsoft 365 Copilot ซึ่งในบทความนี้คงไม่มาสาธยายถึงฟีเจอร์ของมันนะครับว่ามันทำอะไรได้บ้าง แต่จุดเด่นของ Microsoft 365 Copilot สำหรับผมมันคือเรื่อง Security ที่เราสามารถควบคุมข้อมูล (Data) หรือความเป็นส่วนตัว (Privacy) ขององค์กรได้ สำหรับเวอร์ชันนี้ไม่มีฟรีให้ได้ลองใช้นะครับ อยากได้ต้องซื้อ (ใช้เงินแก้ปัญหาเอานะ) ราคาประมาณ $30.00 ต่อ user ต่อเดือน (ประมาณ 1,100 กว่าบาทต่อเดือน)

ซึ่งเวอร์ชันนี้เค้าทำมาสำหรับผู้ใช้งานในองค์กร ไม่ได้มีไว้ใช้สำหรับลูกค้าตามบ้านนะครับ ดังนั้นคุณจะต้องมี License อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ก่อน 

  • Microsoft 365 Apps for enterprise or Microsoft 365 Apps for business
  • Microsoft 365 Business Basic, Business Standard, or Business Premium
  • Microsoft 365 E3, E5, F1, F3, G3, G5, A1, A3, or A5 for faculty 
  • Office 365 E1, E3, E5, F3, G1, G3, G5, A1, A3, or A5 for faculty 
  • Teams Essentials or Teams Enterprise

ถึงจะซื้อ Microsoft 365 Copilot มาใช้งานได้ และก็ต้องผูกอยู่กับ Work/School Account ดังนั้นพวก @outlook.com, @hotmail.com, @live.com or @msn.com หมดสิทธิใช้

ดูรายละเอียด Microsoft 365 Copilot ได้ที่ link นี้
https://www.microsoft.com/en-us/microsoft-365/copilot

ก็ขอจบบทความนี้ดื้อ ๆ แบบนี้เลยนะครับหวังว่าจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจความแตกต่างของเจ้า Microsoft Copilot มากขึ้นและเลือกใช้ได้อย่างถูกต้องครับ

แหล่งข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Microsoft Copilot 

นำ Microsoft Copilot ไปใช้งานยังไงในองค์กร ถ้าไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เริ่มที่ link นี้
https://adoption.microsoft.com/copilot/

Microsoft Copilot Academy
https://learn.microsoft.com/en-us/viva/learning/academy-copilot

Copilot for Microsoft 365 Training จาก Microsoft Learn เป็น Course ที่สอนการใช้งาน Microsoft Copilot ทั้งในมุมของ Business และ IT Admin
https://learn.microsoft.com/en-us/collections/d2x5sm2n0p5w38?sharingId=8BF9C1649238B5B2

ชุดแนะนำการนำ Microsoft Copilot ไปใช้งานอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ
https://adoption.microsoft.com/copilot/success-kit/

Microsoft 365 Copilot documentation รวมทุกอย่างเกี่ยวกับ Microsoft 365 Copilot
https://learn.microsoft.com/en-us/copilot/microsoft-365/

หมายเหตุ

Microsoft Copilot คือ Generative AI (GEN AI) ที่พัฒนาโดยบริษัท Microsoft ซึ่งภายในก็คือ OpenAI นั่นเอง เรียกได้ว่า แทบจะเหมือน ChatGPT เกือบทุกประการ

วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567

Microsoft ประกาศยุติการให้บริการ Office 365 A1 Plus

สวัสดีครับ

ก็น่าจะเกือบปีแล้วที่ทาง Microsoft ประกาศยกเลิกการให้บริการ Office 365 A1 Plus ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่ใช้ Office 365 A1 Plus อยู่ ซึ่งก่อนที่เราจะไปดูว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง เรามาทำความรู้จักกับ Office 365 A1 Plus กันสักนิดว่ามันเป็น Plan ไหนอะไรยังไง

Office 365 A1 หรือ บางทีเรียกว่า O365 คือ Office 365 ที่ทาง Microsoft ใจดีให้บริการกับโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาได้ใช้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถใช้งาน Word, Excel, PowerPoint แบบออนไลน์เวอร์ชัน (ย้ำว่าออนไลน์เท่านั้น) + ใช้ Office 365 Service ต่าง ๆ (Outlook, OneDrive, MS Teams, Form, ฯลฯ) 

Office 365 A1 Plus คือ Office 365 A1 นั่นแหละ แต่แถมสิ่งที่เรียกว่า Microsoft 365 App for Enterprise มาให้ด้วย เจ้า Microsoft 365 App for Enterprise มันก็คือ Office 365 ที่สามารถติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ Offline ได้ นั่นเอง (ไม่รู้จะเรียกชื่อให้มัน งง ทำไม)

เอาจริง ๆ แค่ O365 A1 นี่ก็คุ้มมาก ๆ ล่ะ โรงเรียน/สถาบันการศึกษา ไม่ต้องเสียเงินสักบาทได้ใช้ Service ที่จำเป็นทั้งหมดของ Microsoft

โอเคตอนนี้เราเข้าใจความแตกต่างระหว่าง A1 กับ A1 Plus แล้วเน๊าะ

ทีนี้พอทาง Microsoft ยกเลิกการให้บริการ Office 365 A1 Plus จะส่งผลให้ 

  • User account ที่ใช้ License ดังกล่าว ไม่สามารถใช้ Microsoft 365 Apps for Enterprise (Word, Excel, PowerPoint, Outlook) ... ก็เรียกว่าต้องใช้ผ่านออนไลน์อย่างเดียวไม่มีออฟไลน์ให้ใช้ล่ะ
  • User account ที่ใช้ License ดังกล่าว จะถูกเปลี่ยนมาใช้ Office 365 A1 ซึ่งยังสามารถใช้ Office 365 ออนไลน์ เวอร์ชัน ได้ฟรีตามปกติ
  • เนื้อที่ (Storage) ของทั้งสถาบันการศึกษาจะถูกลดเหลือ 100 TB แบบ Pool Storage (Mail + SharePoint + OneDrive) 
  • OneDrive ของแต่ละ User จะถูกจำกัดเนื้อที่เหลือ 100 GB เริ่มตั้งแต่ 1 February 2024
  • Office 365 A1 Plus จะยกเลิกในวันที่ 1 August 2024


FAQ

Q1. Office 365 A1 Plus ยกเลิกเมื่อไร
A1. วันที่ 1 สิงหาคม 2567 (1 August 2024)


Q2. จะรู้ได้ยังไงว่าใช้ Office 365 A1 Plus อยู่

A2. Login เข้า M365 Admin Portal > เมนู Billing > Your Products > ดูว่ามี Office 365 A1 Plus for Faculty หรือ Office 365 A1 Plus for Student ใช้งานอยู่หรือไม่

Q3. ควรเปลี่ยนไปใช้ Plan ไหนเมื่อ Office 365 A1 Plus ยกเลิก

A3. สถาบันการศึกษามี ทางเลือก ดังต่อไปนี้

  • Office 365 A1
  • Microsoft 365 A3
  • Microsoft 365 A5


Q4. ถ้าปล่อยให้ Office 365 A1 Plus หมดอายุไปเลยโดยที่ไม่ทำอะไรเพิ่มเติมจะเกิดอะไรขึ้น
A4. License จะถูกเปลี่ยนมาเป็น Office 365 A1 โดยอัตโนมัต

Q5. ต้องซื้อ License อื่น ๆ ทดแทน Office 365 A1 Plus ที่หมดอายุไปหรือไม่
A5. ขึ้นอยู่กับสถาบันการศึกษาว่ามีความต้องการใช้งาน Product & Service ใดของ Microsoft บ้าง ซึ่งสามารถใช้แบบผสม (Mix) กันได้ ยกตัวอย่างเช่น Office 365 A1 สำหรับคนที่ไม่ต้องใช้งาน Office 365 แบบ Offline ผสมกับ Microsoft 365 A3 สำหรับคนที่ต้องการใช้งาน Office 365 แบบ Offline และ Service บางอย่างที่ไม่มีใน Office 365 A1

Q6. การยกเลิก Office 365 A1 Plus กระทบอะไรกับ Student Use Benefit (SUB) หรือไม่ 
A6. ไม่กระทบทางสถาบันการศึกษาที่ได้ Student Use Benefit ยังสามารถใช้งานได้ต่อไป

Q7. กรณีที่สถาบันการศึกษามีหลาย Tenant ซึ่งบาง Tenant มี License Microsoft 365 A3 / Microsoft 365 A5 เหลือ สามารถโอน License ข้าม Tenant มาให้ Tenant ที่ไม่มี ได้หรือไม่
A7. ไม่ได้

ผลกระทบกับ OneDrive (เพิ่มเติม)

1. M365 Edu ทุก Plan (A1, A3, A5) จะได้เนื้อที่ 100 TB เป็น Storage Pools (Storage กลาง) สำหรับ OneDrive, SharePoint, Exchange 

2. สำหรับสถานบันการศึกษาที่ซื้อ A3 / A5 จะได้ Storage Pools (Storage กลาง) เพิ่ม 50 GB / 100 GB ต่อ license 

3. ไม่นับ Student Use Benefits

4. Pool Storage ของสถาบันการศึกษาจะมีเนื้อที่ไม่เกิน เนื้อที่รวมทั้งหมดที่สามารถใช้งานได้ คือ Default Storage 100TB + Additional Storage up to License

5. สำหรับ A3 และ A5 OneDrive, SharePoint, Exchange ที่เป็น Individual ก็ยังได้อยู่เหมือนเดิม

6. สำหรับ Office 365 A1 จะถูกจำกัดเนื้อที่ที่ 100 GB สำหรับ OneDrive ภายใต้ 100 TB Pool Storage ของสถาบันการศึกษา 1 User ได้เนื้อที่ 100 GB ต้องแบ่งให้ OneDrive, SharePoint, Exchange 

7. วิธี check เนื้อที่ทำได้โดย Microsoft 365 Admin Center > Reports > Storage


สรุป A1

  • OneDrive = 100 GB per User
  • SharePoint = 1 TB per organization
  • Exchange = 50 GB (Exchange Online Plan 1) per User

Q1. ถ้า user ที่ใช้ Office A1 ใช้เนื้อที่เกิน 100 GB จะเกิดอะไรขึ้น

A1. ถ้าใช้เนื้อที่ถึง 90% จะได้รับ mail เตือน และเมื่อใช้เนื้อที่ถึง 100% สถานะของ OneDrive จะเปลี่ยนเป็น Read Only (อ่านอย่างเดียว) ทำให้ user ไม่สามารถ upload, edit or sync new files ขึ้น OneDrive ได้ แต่ยังสามารถดาวน์โหลดไฟล์, ลบไฟล์, ล้างถังขยะ ได้


Reference

https://www.microsoft.com/en-us/education/products/office-365-a1-plus







วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เทคนิคเตรียมตัวสอบ Microsoft Office Specialist (MOS) version 2019/365

สวัสดีครับวันนี้เรามีเทคนิคการทำข้อสอบ Certificate Microsoft Office Specialist (MOS) สำหรับเวอร์ชัน 2019/365 มาฝากกันครับ

ก่อนอื่นเลยเรามาทำความรู้จักกับ Certificate Microsoft Office Specialist (MOS) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า MOS (ออกเสียงว่า "มอส") ว่ามันคืออะไร ?




MOS คือ ใบประกาศนียบัตรสากล (Certificate) ที่วัดทักษะเกี่ยวกับการใช้โปรแกรม Microsoft Office ปัจจุบันเดินทางมาถึงเวอร์ชัน 2019/365 แล้วครับ ซึ่งรูปแบบการสอบก็เปลี่ยนไปมาก สำหรับคนที่เคยสอบเวอร์ชัน 2010 / 2013 / 2016 มาก่อน (รวมไปถึงความยากด้วย 555+)

รูปแบบการสอบ

  • ปฏิบัติ 100% โดยปฏิบัติกับโปรแกรม Microsoft Office จริง ๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านระบบสอบที่สร้างขึ้นมาเฉพาะ ... ภาษาเทคนิคเรียกว่า Live in App
  • ข้อสอบมีลักษณะเป็นแบบ Project (นึกถึงใบงานสมัยเรียนไว้) โดยใน 1 Project จะมีงาน (Task) ให้ปฏิบัติประมาณ 5-7 Task ข้อสอบมีทั้งหมด 7 Project โดยสุ่มขึ้นมา
  • ระยะเวลาในการสอบ 50 นาที

เทคนิคการพิชิต Cert MOS 2019/365

  • ภาษาอังกฤษสำคัญมากกกกกกกกก ... ก่อนจะมาสอบต้องมั่นใจในระดับนึงว่า ภาษาอังกฤษแข็งแรง โดยเฉพาะพวกคำศัพท์ที่บอกตำแหน่ง เช่น above, below, before, etc. รวมไปถึงคำศัพท์ที่เกี่ยวกับเครื่องมือต่าง ๆ ใน Microsoft Office เช่น Fill, Outline, Shade, etc.
  • ตั้งสติระหว่างการสอบ หาก่อนว่าโจทย์พูดถึงเรื่องอะไร > ให้ทำอะไร > ทำที่ไหน > แล้วค่อยลงมือทำ ... หลายครั้งที่ผมพบว่าทำไมถึงได้ตก เพราะว่า เลือกตำแหน่งผิด เช่น ถ้าเป็น Excel เลือก sheet ผิด / เลือก cell ผิด ดังนั้นย้ำเลยนะครับว่า หาตำแหน่งก่อนว่าทำอะไร ทำที่ไหน แล้วค่อยลงมือทำ
  • คำที่มี ตัวหนา+ขีดเส้นใต้ คือ คำที่เราต้องพิมพ์ลงไป ในเวอร์ชัน 2016 นี้สามารถ Copy > Paste ได้เลย ดังนั้น อย่าเสียเวลาพิมพ์ แต่ต้องดูด้วยนะอย่าคัดลอกเกิน ขีดเส้นแค่ไหนพิมพ์แค่นั้น
  • ข้อไหนที่มั่นใจให้ทำเครื่องหมาย Complete ไว้เลยเพื่อจะได้ไม่ต้องกลับมาทำข้อนั้นอีก ส่วนข้อที่ไม่มั่นใจก็ให้ทำเครื่องหมาย Review ไว้
  • อย่าเสียเวลากับ Project 1 นานเกินไป หลายครั้งที่สอบตกกันเพราะ มัวแต่จะเอาชนะ Project 1 ให้ได้ บางคนเวลาผ่านไป 20 นาทีแล้วยังไม่พ้น Project 1 เลยถ้าแบบนี้ตกแน่นอนครับ ... ปัญหาของผู้สอบไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่ปัญหาคือทำไม่ทัน ดังนั้น ข้อไหนที่ไม่ได้ ข้ามไปก่อนครับ เห็นข้อสอบให้ครบทุก Project ครบทุก Task แล้วจะมีโอกาสผ่านมากขึ้น เพราะ บาง Task ก็ง่ายมาก
  • ก่อนหมดเวลาประมาณ 10 วินาที ถ้าทำไม่ทันให้กด Submit Project เพื่อเอาคะแนน ณ เวลานั้นด้วยครับ หลายคนทำเพลินจนปล่อยเวลาหมด แต่ Project นั้นยังไม่เสร็จ เท่ากับ Project นั้นไม่มีคะแนนนะครับ 

สนใจอบรม / สอบ MOS Certificate สามารถติดต่อได้ที่ ARIT Thailand ครับ

ขอให้โชคดีในการสอบทุกท่านครับ 

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตัวอย่างการใช้ Data Validation ร่วมกับ Conditional Formatting

สวัสดีครับ วันนี้มีตัวอยางการใช้ Data Validation ร่วมกับ Conditional Formatting มาให้ชมกันครับ ... ตัวอย่างที่นำเสนอในวันนี้เป็นข้อสอบก่อนเรียนของท่านอาจารย์ณัฐศิระ เยาวสุต  เทพ Excel ของเมืองไทยคนนึงเลยทีเดียวครับ ไปดูกัน

โจทย์

  1. ให้สร้างรายการสำหรับคลิกเลือก (List) ที่เซลล์ E5 ซึ่งรายการคลิกเลือกนั้นประกอบด้วย Cash และ Credit 
  2. สร้างการจัดรูปแบบอย่างมีเงื่อนไขให้กับเซลล์ B7 ถึงเซลล์ E19 โดยอาศัยค่าอยู่ในคอลัมน์ E เปรียบเทียบกับเซลล์ E5 หากที่เซลล์ E5 มีค่าเท่ากับ Cash แล้ว เฉพาะบรรทัดในตารางที่คอลัมน์ E มีค่าดังกล่าวถูกใส่สีพื้นเป็นสีเหลือง

ดูรูปประกอบ


ท่านไหนทำได้แล้วก็ยินดีด้วยครับ สำหรับท่านไหนที่ยัง งง งง มาลองทำไปพร้อม ๆ กันครับ เริ่มกันเลย

วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตัวอย่างการใช้สูตร SUBSTITUTE ร่วมกับ BAHTTEXT

สวัสดีครับ วันนี้มีตัวอย่างการประยุกต์ใช้สูตร SUBSTITUTE ร่วมกับ BAHTTEXT มาให้ดูกันครับ สืบเนื่องจากมีคำถามถามว่า

ต้องการแปลงตัวเลข เป็นคำอ่านตัวหนังสือ โดย ไม่ต้องการคำว่า "บาทถ้วน" จะเขียนสูตรใน Excel ว่าอย่างไร ???


จากรูปภาพเราจะเขียนสูตรที่ Cell B2 ได้ดังนี้

=SUBSTITUTE(BAHTTEXT(A2),"บาทถ้วน","")

อธิบายสูตร

  • ใช้สูตร BAHTTEXT แปลงตัวเลขที่อยู่ใน Cell A2 ให้เป็นคำอ่านเสียก่อน
  • ใช้สูตร SUBSTITUTE ในการแทนที่ข้อความที่ได้จากสูตร BAHTTEXT เปลี่ยนคำว่า "บาทถ้วน" เป็น "ช่องว่าง"

** หมายเหตุ ใช้ได้เฉพาะค่าตัวเลขที่เป็นจำนวนเต็มเท่านั้นนะครับ ถ้ามีจุดทศนิยมต้องเขียนยาวกว่านี้เยอะครับ **

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Default Location Microsoft Office Template ที่เก็บไฟล์ Template ของ Microsoft Office

สวัสดีครับ วันนี้เรามารู้จักกับตำแหน่ง (Location) ที่เก็บไฟล์ Template ของชุดโปรแกรม Microsoft Office กันครับ

ยกตัวอย่าง

คุณออกแบบไฟล์ Template เอกสาร Microsoft Word ขึ้นมา 1 ไฟล์แล้วอยากให้เวลาใช้คำสั่ง File > New > My Templates  ... แล้วเจอ Template ที่คุณสร้าง ดูรูปประกอบ


แต่ปรากฏว่า Microsoft Word ของคุณมันไม่ยอม Save File Template ไว้ในที่ทางที่ถูกต้อง !!! (จริง ๆ ถ้าไม่ได้ไปซนอะไรกับมัน มันจะรู้ที่รู้ทางของมันเองครับเวลา Save)

ทางแก้

Copy File Template ที่สร้างขึ้นไปไว้ที่ 

"C:\Users\ชื่อ Username\AppData\Roaming\Microsoft\Templates"


เท่านี้แหละครับ อ่อ แต่จะเห็นโฟลเดอร์ AppData ได้คุณต้องเปิด Show Hidden Protected operating system files ก่อนนะครับ

วิธีนี้ใช้ได้ทั้ง Word, Excel, PowerPoint ตั้งแต่ 2007 - 2013 เลยนะครับ

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ตัวอย่างการใช้ IF ร่วมกับ AND ใน Excel

สวัสดีครับ วันนี้มีตัวอย่างการใช้สูตร IF ร่วมกับ AND ใน Excel มาให้ดูกันครับ เนื่องจากมีคำถาม ถามมาว่า
if ช่อง A2 = new และ ช่อง B2 = New Car ให้แสดงผลเป็น New นอกนั้นให้เป็น Switch และ If ช่อง A2 = renew ให้แสดงผลเป็น renew โดย column a จะมีข้อมูล new กับ renew ส่วน column B จะมีข้อมูล new car กับ used car 
ผลลัพธ์ที่ได้ต้องเป็นแบบนี้


สูตรที่ใช้คือ
=IF(A2="renew","renew",IF(AND(A2="new",B2="new car"),"new","switch"))

ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่เจอสถานการณ์แบบตัวอย่างนะครับ


วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การเตรียมตัวสอบ Certificate Microsoft Office Specialist (MOS)

สวัสดีครับวันนี้เรามีเทคนิคการทำข้อสอบ Certificate Microsoft Office Specialist (MOS) มาฝาก ... แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักกับ Certificate หรือในวงการไอทีเรียกว่า "ใบเซอ" ย่อว่า "CERT" กันก่อนครับ




Certificate คืออะไร ?

Certificate ก็คือใบประกาศ ที่รับรองว่าเราได้ผ่านมาตรฐานในวิชานั้น  ๆ ว่ามีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ตามมาตรฐานสากล คล้าย ๆ ใบประกอบวิชาชีพนั่นแหละครับ

Certificate มีความสำคัญอย่างไร ?

Certificate เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในบ้านเรา ถามว่าสำคัญมั้ย เอาจริง ๆ มันก็ไม่ได้สำคัญสักเท่าไรหรอก เพียงแต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้คุณน่าสนใจเวลาที่คุณไปสมัครงาน มันทำให้คุณมีโอกาสได้เรียกเข้าไปสัมภาษณ์มากขึ้น และนอกจากนั้นบางบริษัทยังมีค่าใบเซอให้คุณอีกด้วย ... สรุปผมว่าการมีใบเซอนั่นเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับตัวเองครับ

Certificate มีอะไรบ้าง ?

Certificate มีหลายหลักสูตรและหลายค่ายครับ เช่น CERT ของค่าย Microsoft , CERT ของค่าย Adobe, CERT ของค่าย Cisco, CERT ของค่าย Comptia

ก็ขอกล่าวถึง Certificate คร่าว ๆ เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ เด๋วจะไปไกล ... เข้าประเด็นของบทความนี้กันดีกว่าว่า

เทคนิคการทำข้อสอบ CERT MOS 2010

  1. มีเวลาทำเฉลี่ยข้อละ 1 นาที ... ข้อไหนที่ใช้เวลาเกินให้ remark ไว้ แล้วข้ามไปทำข้ออื่นก่อน
  2. ให้ทำจนเสร็จ ถ้าเสร็จแล้วยังมี dialog box เปิดค้างไว้ให้ปิดแล้วทำข้อต่อไป
  3. ข้อสอบจะคิดคะแนนทันที เมื่อเกิดผลลัพธ์บนหน้าจอ ถ้าทำผิดให้กด reset / undo แล้วทำใหม่
  4. ข้อสอบให้พิมพ์อะไร พิมพ์ให้ถูกต้องตามที่โจทย์สั่ง ห้ามขาด ห้ามเกิน ... สังเกตจากตัวหนา ขีดเส้นใต้
  5. ข้อสอบให้แทรกรูป / บันทึกรูป / แนบไฟล์ ฯลฯ จากที่ไหน ชื่ออะไร ให้ไปตามที่โจทย์บอก
  6. ข้อสอบสั่งให้ทำอะไร ให้ทำตามนั้น อ่านโจทย์ให้ดี ทำให้ครบตามที่โจทย์สั่ง
  7. ใช้คำสั่งด้วยการคลิกที่ แถบเครื่องมือ (Tools Bar) หรือ การคลิกขวา ... อย่าใช้คีย์ลัด ถ้าโจทย์ไม่ได้สั่ง

สรุปสั้น ๆ : อย่าใช้ shortcut key ถ้าโจทย์ไม่ได้สั่ง โจทย์ให้ทำแค่ไหนทำแค่นั้นอย่าทำนอกเหนือโจทย์สั่ง พิมพ์ข้อความให้ถูกต้องตามที่โจทย์กำหนด

ขอให้โชคดีในการสอบทุกท่านครับ ... อ่อเทคนิคนี้ก็สามารถนำไปประยุกต์กับการสอบ CERT ค่ายอื่นได้เช่นเดียวกันนะครับ

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ใช้คำสั่ง Compare เปรียบเทียบไฟล์ PowerPoint 2 ไฟล์ให้ตรงกัน หรือต่างกันตรงไหน

สวัสดีครับ

เคยเจอสถานการณ์แบบนี้กันมั้ยครับ ... เราทำ PowerPoint เสร็จ > ส่งให้เจ้านาย/เพื่อนร่วมงานตรวจ ปรากฎว่าเจ้านาย/เพื่อนร่วมงาน แก้โน้นนี่กลับมา > เราอยากรู้ว่าเจ้านาย/เพื่อนร่วมงาน แก้ตรงไหนมาบ้าง ... ตรงไหนเหมือนตรงไหนต่าง ถ้ามีไม่กี่สไลด์ก็พอนั่งดูด้วยตาเปล่าไหว แต่ถ้ามันเป็น 60 - 70 สไลด์ล่ะจะทำยังไง ?

วันนี้เรามีวิธีช่วยเปรียบเทียบไฟล์ PowerPoint 2 ไฟล์ ว่าเหมือนหรือต่างกันตรงไหนมาให้ชมกันครับ

ยกตัวอย่าง

ผมมีไฟล์ PowerPoint 2 ไฟล์ คือ Presentation1 กับ Presentation2 ผมอยากรู้ว่า 2 ไฟล์นี้ต่างกันตรงไหน และ ต้องการจะ Merge บางส่วนของไฟล์ Presentation2 เข้ากับไฟล์ Presentation1


กับ
ไฟล์ Presentation1 ไฟล์ Presentation2

ผลลัพธ์

ไฟล์ผลลัพธ์หลังจากที่ Merge กันแล้ว

มาดูวิธีทำกัน

1. เปิดไฟล์หลักขึ้นมาก่อนในที่นี่ผมจะใช้ไฟล์ Presentation1 เป็นไฟล์หลัก
2. ไปที่ริบบอน Review > คลิกที่ปุ่ม Compare



3. เลือกไฟล์ที่ต้องการจะนำมา Merge รวม ในทีนี้ผมก็เลือกไฟล์ Presentation2




วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แจก E-Book สอนใช้งาน Microsoft Office 2010 ฟรี

เอกสารโครงการ การพัฒนาทักษะมาตรฐานการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา  เห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาเผยแพร่ต่อครับ หากนำไปใช้กรุณาให้เครดิตทางมหาวิทยาลัยด้วยครับ ขอบคุณครับ


Link เสียโปรดแจ้งทาง comment หรือ email ครับผม

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ตัวอย่างการใช้ Solver ใน Microsoft Excel ตอนที่ 4

ตัวอย่างที่ 3

ร้านจำหน่ายยาแห่งหนึ่งต้องการที่จะจำหน่ายยา 2 ประเภท คือ ยาเม็ดและยาน้ำโดยยาเม็ดเวลาจำหน่ายจะได้กำไรชุดละ 32 บาท ส่วนยาน้ำได้กำไรชุดละ 24 บาท

ในการผลิตยาทั้งสองชนิดนี้ จะต้องผ่านขั้นตอนการผลิตสองชั้นตอน คือ การผสมตัวยา และการบรรจุ จากการสำรวจเวลาทำงานพบว่า เวลาสำหรับผสมตัวยามีอยู่ 120 ชั่วโมง และเวลาสำหรับบรรจุมีอยู่ 96 ชั่วโมง

การผสมตัวยาสำหรับยาเม็ดแต่ละชุด จะใช้เวลา 8 ชั่วโมง และนำไปบรรจุจะใช้เวลา 4 ชั่วโมง สำหรับการผสมยาน้ำจะใช้เวลาชุดละ 4 ชั่วโมง แต่เวลานำไปบรรจุ จะต้องใช้เวลา 8 ชั่วโมง
จงสร้างตัวแบบการโปรแกรมเชิงเส้น และหาคำตอบจำนวนผลิตยาที่ได้กำไรสูงสุด

มาลองใช้ Solver หาคำตอบกันครับ

ขั้นที่ 1 : สร้าง File Excel ตามรูป

คลิกเพื่อขยายภาพ


จากโจทย์เราจะได้

ตัวแปร [Variable] ดังนี้
  1. x1 = ยาเม็ด
  2. x2 = ยาน้ำ
ข้อจำกัด [Constraints] ดังนี้
  1. เวลาผสมไม่เกิน 120 ชั่วโมง
  2. เวลาบรรจุไม่เกิน 96 ชั่วโมง
วัตถุประสงค์ [Objective] คือ กำไรสูงสุด คือ (x1 * กำไรต่อชุด) + (x2 * กำไรต่อชุด)

ขั้นที่ 2 : เมื่อเรารู้หลักการแล้วจึงนำมาใส่สูตรโดย
  1. cell D3 พิมพ์สูตรดังนี้ =($B$2*B3)+($C$2*C3)
  2. copy สูตรมาวางที่ cell D7:D8
** ถ้าทำถูกต้องจะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น 0 **

ขั้นที่ 3 : ให้ Solver คำนวณผลลัพธ์ออกมาให้ ดังนี้
  1. ไปที่เมนู Data > Solver
  2. กำหนด Objective Cell ในที่คือ cell D3
  3. กำหนด Changing Variable Cells ในที่นี้คือ cell B2:C2
  4. คลิกปุ่ม Add เพื่อกำหนดข้อจำกัด [Constraints]
คลิกเพื่อขยายภาพ


ได้หน้าต่างดังรูป กำหนดค่าดังนี้
  1. คลิกช่อง Cell Reference : เลือก cell D7
  2. คลิกเลือกเครื่องหมายเปรียบเทียบให้ถูกต้องตามข้อจำกัด [<= , = , >=]
  3. คลิกช่อง Constraints : เลือก cell F7
  4. คลิกปุ่ม Add
  5. คลิกช่อง Cell Reference : เลือก cell D8
  6. คลิกเลือกเครื่องหมายเปรียบเทียบให้ถูกต้องตามข้อจำกัด [<= , = , >=]
  7. คลิกช่อง Constraints : เลือก cell F8
  8. คลิกปุ่ม OK
คลิกเพื่อขยายภาพ

ได้หน้าต่างดังรูป > คลิกปุ่ม Solve

คลิกเพื่อขยายภาพ


ได้หน้าต่างดังรูป เราสามารถเลือกแสดงผลลัพธ์แบบต่าง  ๆ ได้ดังนี้

คลิกเพื่อขยายภาพ

  • ถ้าเลือกเป็น Keep Solver Solution – Excel จะเปลียนค่าเซลล์ให้เลย
  • ถ้าเลือกเป็น Restore Original Values – Excel จะแสดงค่าเดิมก่อนการคำนวณออกมา
  • ถ้าต้องการให้แสดงรายงาน สามารถคลิกเลือก Reports ต่างๆ ได้ (กดปุ่ม Shift เพื่อคลิกเลือก Report หลายฉบัยพร้อมกัน)
  • ปุ่ม Save Scenario ใช้สำหรับบันทึก Scenario เก็บไว้ เพื่อให้ Scenario Manger สามารถนำค่านี้ไปใช้คำนวณต่อได้




บทความที่เกี่ยวข้อง 

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ตัวอย่างการใช้ Solver ใน Microsoft Excel ตอนที่ 3

ตัวอย่างที่ 2

ผู้ลงทุนรายหนึ่ง มีเงินสดอยู่ 500,000 บาท ประสงค์จะนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ที่มีอยู่ 5 ประเภทด้วยกัน คือ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล และทรัพย์สินถาวร อัตราผลตอบแทนจากหลักทรัพย์แต่ละประเภทมีดังนี้คือ


หลักทรัพย์ ผลต่อแทน % ต่อปี
หุ้นสามัญ 10
หุ้นกู้ 9.5
หุ้นบุริมสิทธิ 8
พันธบัตรรัฐบาล 8.5
ทรัพย์สินถาวร 12

ผู้ลงทุนต้องการผลตอบแทนจากการลงทุสูงสุดโดยกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ดังนี้ คือ

1. เงินลงทุนในหุ้นสามัญ จะต้องไม่เกินผลรวมของเงินทุนทั้งสิ้นในหุ้นบุริมสิทธิ และพันธบัตรรัฐบาล
2.เงินลงทุนในหุ้นกู้และทรัพย์สินถาวร รวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่าเงินลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ์
3.เงินลงทุนในหุ้นกู้ จะต้องไม่มากกว่าเงินลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล
4.เงินลงทุนในทรัพย์สินถาวร จะต้องไม่มากกว่าเงินลงทุนในหุ้นกู้

ผู้ลงทุนควรลงทุนอย่างไรจึงจะได้ผลตอบแทนสูงที่สุด

มาลองใช้ Solver หาคำตอบกันครับ

ขั้นที่ 1 : สร้าง File Excel ตามรูป

คลิกเพื่อขยายภาพ


จากโจทย์เราจะได้

ตัวแปร [Variable] ดังนี้
  1. x1 = หุ้นสามัญ 
  2. x2 = หุ้นกู้
  3. x3 = หุ้นบุริมสิทธิ
  4. x4 = พันธบัตรรัฐบาล
  5. x5 = ทรัพย์สินถาวร
ข้อจำกัด [Constraints] ดังนี้
  1. เงินลงทุนในหุ้นสามัญ จะต้องไม่เกินผลรวมของเงินทุนทั้งสิ้นในหุ้นบุริมสิทธิ และพันธบัตรรัฐบาล (x1 <= x3+x4)
  2. เงินลงทุนในหุ้นกู้และทรัพย์สินถาวร รวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่าเงินลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ์ (x2 + x5 >= x3)
  3. เงินลงทุนในหุ้นกู้ จะต้องไม่มากกว่าเงินลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล (x2 <= x4)
  4. เงินลงทุนในทรัพย์สินถาวร จะต้องไม่มากกว่าเงินลงทุนในหุ้นกู้ (x5 <= x2)
  5. มีเงินลงทุนอยู่ไม่เกิน 500,000 บาท (x1+x2+x3+x4+x5 <= 500,000)
*** แก้สมการโดยการทำข้างขวาให้เป็น 0 แล้วย้ายตัวแปรมาฝั่งซ้ายเป็นค่าติดลบ จึงใส่ -1 ลงไปในตาราง excel ***

วัตถุประสงค์ [Objective] คือ ผลตอบแทนสูงที่สุด คือ จำนวนเงินลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ x ผลตอบแทนต่อปี

ขั้น 2 : เมื่อเรารู้หลักการแล้วจึงนำมาใส่สูตรโดย
  1. cell G3 พิมพ์สูตร ดังนี้ =(B3*$B$2)+(C3*$C$2)+(D3*$D$2)+(E3*$E$2)+(F3*$F$2)
  2. copy สูตรมาวางที่ cell G5:G9
** ถ้าทำถูกต้องจะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น 0 **

ขั้นที่ 3 : ให้ Solver คำนวณผลลัพธ์ออกมาให้ ดังนี้
  1. ไปที่เมนู Data > Solver
  2. กำหนด Objective Cell ในที่คือ cell G3
  3. กำหนด Changing Variable Cells ในที่นี้คือ cell B2:F2
  4. คลิกปุ่ม Add เพื่อกำหนดข้อจำกัด [Constraints]
  5. กำหนดข้อจำกัดโดยเลือก Cell Reference , เครื่องหมายเปรียบเทียบ , Cell Constraints ให้่ถูกต้อง ถ้าทำถูกต้องจะได้ผลลัพธ์ตามรูป
  6. คลิกปุ่ม Solve
  7. เลือกตัวเลือกตามต้องการ

คลิกเพื่อขยายภาพ

*** สามารถดูวิธีการ Add Constraints และรายละเอียดของ Solver Results ได้ที่ บทความตอนที่ 2 นะครับ ***



บทความที่เกี่ยวข้อง 

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ตัวอย่างการใช้ Solver ใน Microsoft Excel ตอนที่ 2

หลังจากเรารู้แล้วว่า Solver ใน Microsoft Excel มีไว้ทำอะไร วันนี้เราลองมาดูตัวอย่างการใช้งาน Solver กันสักหน่อยเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นครับ

ตัวอย่างที่ 1

คุณนกจะออกร้านในงานเอื้อฟ้า หลังจากติดต่อกับฝ่ายสถานที่แล้ว คุณนกได้ชั้นวางสินค้า มีความยาวทั้งสิ้น 100 เมตร คุณนกตั้งงบประมาณที่จะใช้ลงทุนในสินค้าทั้งหมดไม่เกิน 24,000 บาท สินค้าที่นำมาวางขายนั้นจะเป็นเครื่องกระป๋อง และเครื่องดื่ม เครื่องกระป๋องต้องลงทุนเมตรละ 200 บาท เครื่องดื่มต้องลงทุนเมตรละ 300 บาท กำไรที่จะได้จากเครื่องกระป๋อง เมตรละ 15 บาท เครื่องดื่ม เมตรละ 20 บาท จงสร้างตัวแบบการโปรแกรมเชิงเส้น เพื่อที่จะหาว่าคุณนกจะจัดสรรเนื้อที่อย่างไร เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด

จากโจทย์เราอยากรู้ว่าคุณนกต้องวางขายเครื่องกระป๋องกี่เมตร เครื่องดื่มกี่เมตร ถึงจะได้กำไรสูงที่สุด ???  มาลองใช้ Solver หาคำตอบกันครับ

ขั้นที่ 1 : สร้างไฟล์ Excel ตามรูป

คลิกเพื่อขยายภาพ


จากโจทย์เราจะได้

ตัวแปร [Variable] ดังนี้
  1. x1 = เครื่องกระป๋อง 
  2. x2 = เครื่องดื่ม
ข้อจำกัด [Constraints] ดังนี้
  1. เนื้อที่ชั้นวางสินค้า = ไม่เกิน 100 เมตร
  2. งบประมาณที่ใช้ลงทุน = ไม่เกิน 24,000 บาท
วัตถุประสงค์ [Objective] คือ กำไรสูงสุด ซึ่งได้มาจาก (x1 * จำนวนเมตร) + (x2 * จำนวนเมตร)

ขั้นที่ 2 : เมื่อเรารู้หลักการแล้วจึงนำมาใส่สูตรโดย
  1. cell D3 พิมพ์สูตรดังนี้ =($B$2*B3)+($C$2*C3)
  2. copy สูตรมาวางที่ cell D7:D8
** ถ้าทำถูกต้องจะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น 0 **

ขั้นที่ 3 : ให้ Solver คำนวณผลลัพธ์ออกมาให้ ดังนี้

  1. ไปที่เมนู Data > Solver
  2. กำหนด Objective Cell ในที่คือ cell D3
  3. กำหนด Changing Variable Cells ในที่นี้คือ cell B2:C2
  4. คลิกปุ่ม Add เพื่อกำหนดข้อจำกัด [Constraints]


คลิกที่รูปเพื่อขยายภาพ

ได้หน้าต่างดังรูป กำหนดค่าดังนี้
  1. คลิกช่อง Cell Reference : เลือก cell D7
  2. คลิกเลือกเครื่องหมายเปรียบเทียบให้ถูกต้องตามข้อจำกัด [<= , = , >=]
  3. คลิกช่อง Constraints : เลือก cell F7
  4. คลิกปุ่ม Add
  5. คลิกช่อง Cell Reference : เลือก cell D8
  6. คลิกเลือกเครื่องหมายเปรียบเทียบให้ถูกต้องตามข้อจำกัด [<= , = , >=]
  7. คลิกช่อง Constraints : เลือก cell F8
  8. คลิกปุ่ม OK
คลิกที่รูปเพื่อขยายภาพ


ได้หน้าต่างดังรูป > คลิกปุ่ม Solve

คลิกที่รูปเพื่อขยายภาพ


ได้หน้าต่างดังรูป เราสามารถเลือกแสดงผลลัพธ์แบบต่าง  ๆ ได้ดังนี้

คลิกที่รูปเพื่อขยายภาพ


  • ถ้าเลือกเป็น Keep Solver Solution – Excel จะเปลียนค่าเซลล์ให้เลย
  • ถ้าเลือกเป็น Restore Original Values – Excel จะแสดงค่าเดิมก่อนการคำนวณออกมา
  • ถ้าต้องการให้แสดงรายงาน สามารถคลิกเลือก Reports ต่างๆ ได้ (กดปุ่ม Shift เพื่อคลิกเลือก Report หลายฉบัยพร้อมกัน)
  • ปุ่ม Save Scenario ใช้สำหรับบันทึก Scenario เก็บไว้ เพื่อให้ Scenario Manger สามารถนำค่านี้ไปใช้คำนวณต่อได้



อ่านเนื้อหาตอนแรก ได้ที่ : ตัวอย่างการใช้ Solver ใน Microsoft Excel ตอนที่ 1 Solver คืออะไร ???



อ้างอิง

http://www.cleverdrive.net/275/solver-excel-2003/

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ตัวอย่างการใช้ Solver ใน Microsoft Excel ตอนที่ 1

สวัสดีครับวันนี้เราจะมาลองใช้งาน Add-Ins ตัวหนึ่งของ Microsoft Excel ที่ชื่อว่า Solver กันครับ

Solver คืออะไร ???

Solver ก็คือเครื่องมือที่ช่วยในการคำนวณประเภท Linear Programming (โปรแกรมเชิงเส้น) โดยจะช่วยในการหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด ดีที่สุด (Optimization) จากข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่มีอยู่

ยกตัวอย่างเช่น 

คุณนกจะออกร้านในงานเอื้อฟ้า หลังจากติดต่อกับฝ่ายสถานที่แล้ว คุณนกได้ชั้นวางสินค้า มีความยาวทั้งสิ้น 100 เมตร คุณนกตั้งงบประมาณที่จะใช้ลงทุนในสินค้าทั้งหมดไม่เกิน 24,000 บาท สินค้าที่นำมาวางขายนั้นจะเป็นเครื่องกระป๋อง และเครื่องดื่ม เครื่องกระป๋องต้องลงทุนเมตรละ 200 บาท เครื่องดื่มต้องลงทุนเมตรละ 300 บาท กำไรที่จะได้จากเครื่องกระป๋อง เมตรละ 15 บาท เครื่องดื่ม เมตรละ 20 บาท จงสร้างตัวแบบการโปรแกรมเชิงเส้น เพื่อที่จะหาว่าคุณนกจะจัดสรรเนื้อที่อย่างไร เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด

จากตัวอย่างข้างต้นเราจะใช้ Solver มาช่วยในการคำนวณหาว่าเราควรวางขายเครื่องกระป๋องกี่เมตร เครื่องดื่มกี่เมตร

Solver แตกต่างจาก Goal Seek อย่างไร ???

  • เครื่องมือทั้งคู่ทำหน้าที่ทดลองค่าแทนลงไปในเซลล์รับตัวแปร (Changing Cells) ซึ่งห้ามเป็นเซลล์สูตร โดย Solver สามารถใช้ตัวแปรได้มากถึง 200 ตัว (หรือมากกว่านั้นหากใช้ Solver แบบพิเศษของ www.Solver.com) ส่วน Goal Seek ใช้ตัวแปรได้เพียงตัวเดียว
  • เซลล์ผลลัพธ์เป้าหมาย (Target Cell) ของ Solver สามารถเลือกให้เป็นค่า Maximize, Minimize, หรือ Optimize ให้ได้ค่าใดค่าหนึ่ง ในขณะที่ Goal Seek หาค่าแบบ Optimize เท่านั้น
  • Solver รับเงื่อนไข (Constraints) ได้โดยตรง เพื่อใช้ควบคุมให้คำตอบที่ได้นั้นต้องบรรลุเงื่อนไขที่กำหนดด้วย ส่วน Goal Seek ใช้ Constraint ของ Calculation Options
  • การสั่ง Solver ต้องเรียกใช้ผ่าน Add-ins ซึ่ง Microsoft จัดเตรียมไว้ให้ใช้โดยไม่ต้องหาซื้อเพิ่มแต่อย่างใด ส่วน Goal Seek เป็นคำสั่งมาตรฐานที่เรียกใช้ได้ทันที

ข้อควรระวังในการใช้ Solver

  • หากต้องการสั่งให้ Solver พิมพ์รายงาน ให้คลิกเลือกชื่อรายงานในช่อง Reports (เป็นช่องด้านขวาของ Solver Results ตามภาพข้างบนนี้) แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่สั่ง Protect Workbook ไว้ก่อน
  • เงื่อนไขในส่วนของ Constraints เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ Solver สามารถหาค่าที่ต้องการ หากกำหนด Constraints ไว้ไม่ครบถ้วนก็จะส่งผลให้ไม่สามารถหาคำตอบที่ต้องการหรืออาจเกิดคำตอบที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เช่น ในปัญหาการผลิตถ้าลืมกำหนด Constraints ให้เป็นจำนวนเต็ม ก็จะได้คำตอบจำนวนผลิตที่มีเศษทศนิยม หรือถ้าไม่ได้กำหนดให้เป็นค่าที่มากกว่าหรือเท่ากับ 0 ก็จะได้คำตอบที่เป็นเลขติดลบ

การเรียกใช้งาน Solver

เนื่องจาก Solver เป็น Add-Ins ตัวหนึ่งที่อยู่ใน Microsoft Excel ดังนั้นเราจึงต้องสั่งการให้เรียกเครื่องมือ Solver ขึ้นมา โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. เปิดโปรแกรม Microsoft Excel > คลิกเมนู File > Option > ได้หน้าต่าง Excel Option  > เลือก Add-Ins > คลิกปุ่ม Go... 



2. คลิกให้มีเครื่องหมายถูกหน้า Solver Add-in > คลิก OK



3. ที่เมนู Data ของ Microsoft Excel จะมีเครื่องมือ Solver ปรากฎขึ้นมาตามรูป

คลิกที่รูปเพื่อขยายภาพ


สำหรับตอนนี้ขอพักไว้แค่นี้ก่อนครับ ตอนหน้าเราจะมาลองทำแบบฝึกหัดใช้งาน Solver กันครับ

อ่านตอนที่ 2 ได้ที่ : ตัวอย่างการใช้ Solver ใน Microsoft Excel ตอนที่ 2



อ้างอิง